ebola history ประวัติเชื้อไวรัสอีโบลาและผู้ที่พบโรคนี้



นักสืบผู้ค้นพบไวรัสอีโบลา
เมื่อเดือนกันยายนปี 2519 พัสดุชิ้นหนึ่งเป็นกระติกสูญญากาศสีน้ำเงินถูกส่งไปที่สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนในเมืองแอนต์เวิร์ป เบลเยียม เจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการในวันนั้นคือปีเตอร์ พิออท นักวิทยาศาสตร์วัย 27 ปี ที่เพิ่งจบมาหมาด ๆ

ดร. ปีเตอร์ พิออท ซึ่งในขณะนี้เป็นผู้อำนวยการสถาบันอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งกรุงลอนดอน เล่าให้ฟังว่า แพทย์คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในซาอีร์ หรือคองโกในขณะนี้ ส่งกระติกมาในกระเป๋าถือของผู้โดยสารที่บินมายังเบลเยียมโดยเครื่องบินพาณิชย์

ข้อความที่แปะติดมากับกระติกเป็นลายมือบอกว่า เป็นเลือดของแม่ชีชาวเบลเยียมที่ป่วยด้วยโรคลึกลับ พอเปิดกระติกออกพบว่าหลอดแก้วหลอดหนึ่งแตก เลือดปนกับน้ำแข็งที่ละลายอยู่ในกระติก
หลังจากตรวจสอบตัวอย่างเลือดอย่างละเอียด พบว่าเป็นไวรัสที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน เขาเล่าว่าในตอนนั้นตื่นเต้นมาก เหมือนกับว่าได้ค้นพบอะไรที่สำคัญมาก

หลังจากนั้นมีข่าวตามมาว่าแม่ชีเจ้าของเลือดเสียชีวิตแล้ว และคนจำนวนมากทางเหนือของประเทศซาอีร์ล้มป่วยด้วยโรคลึกลับ มีอาการไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เลือดออกและเสียชีวิตในที่สุด
ดร. พิออทได้เดินทางไปยังซาอีร์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมและหาทางหยุดยั้งการระบาด แพทย์ส่วนตัวของประธานาธิบดีโมบูตู ผู้นำซาอีร์ ในขณะนั้นเป็นผู้ดูแลการเดินทาง โดยใช้เครื่องบินลำเลียง c 130 ในการขนส่งอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่

เมื่อเครื่องบินไปส่งคณะของดร. พิออท ที่เมืองมุมบา ซึ่งเป็นท่าเรือริมแม่น้ำคองโก นักบินประจำเครื่องบินไม่ยอมดับเครื่องยนต์ ขณะลำเลียงสัมภาระลงจากเครื่อง ก่อนไปนักบินยังบอกว่า 'Adieu' ซึ่งในภาษาฝรั่งเศส คนจะบอกลากันด้วยคำว่า 'Au Revoir' ซี่งมีความหมายว่า ลาก่อน แล้วเจอกันอีกนะ แต่คำว่า 'Adieu' นั้น มีความหมายทำนองว่าลาก่อน แบบจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

จุดหมายปลายทางของคณะของดร. พิออทคือหมู่บ้านยัมบาคู ที่เป็นที่ตั้งของคณะเผยแพร่ศาสนาคริสต์คาทอลิก ทีมงานใช้เวลาราว 3 เดือนในการศึกษาต้นตอการระบาดและหาทางยับยั้ง แม้ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ก็มีผู้เสียชีวิตถึง 300 ราย พอถึงตอนตั้งชื่อโรคนี้ ทีมงานไม่ต้องการตั้งชื่อตามชื่อหมู่บ้าน เพราะดูไม่ดี ท้ายที่สุดจึงตกลงตั้งชื่อตามชื่อแม่น้ำแห่งหนึ่งในซาอีร์ ที่มีชื่อว่าแม่น้ำอีโบลา

38 ปีผ่านไป หลังจากการค้นพบไวรัสอีโบลา ขณะนี้ประชาคมโลกกำลังเจอกับการระบาดที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุด เพราะยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาที่ได้ผลเต็มรูปแบบ



ที่มา บีบีซี

โรคจากสัตว์

โดย : โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
ความนิยมชมชอบ ที่จะนําสัตว์มาเลี้ยงในบ้าน ส่วนมากเกิดจากคําตอบเดียวกัน คือรักสัตว์ แต่ถ้าครอบคร้วไหนมีเด็กร่วมอยู่ด้วย ก็ยิ่งต้องเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น...
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาด เพราะสัตว์เลี้ยงน่ารัก ก็สามารถเป็นพาหะตัวนําเชื้อโรคมาสู่คนได้
ฉะนั้น มาทําความรู้จักกับโรคที่สามารถติดต่อผ่านมาสู่คนเลี้ยงและเด็กๆ กันค่ะ

โรคพิษสุนัขบ้า
มีจํานวนผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าลดลงแต่ก็ต้องเฝ้าระวัง เพราะเมื่อเป็นแล้ว หากรักษาไม่ทัน ไม่เหมาะสมก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต เกิดขึ้นได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ฉะนั้น ไม่ว่าสุนัข แมวหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ก็เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้

ช่องทางติดโรค ติดเชื้อผ่านทางน้ำลาย เช่น บาดแผลจากการถูกกัดหรือถูกเลียบาดแผล

อาการ ช่วงเริ่มต้น อาจมีอาการไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอคล้ายเป็นหวัด คลื่นไส้ ปวดท้อง ที่พบบ่อย คืออาการชาบริเวณแผลที่ถูกกัด

การป้องกัน
• ให้ลูกล้างมือทุกครั้ง เมื่อเล่นหรือสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง และไม่ควรให้สุนัขเลียตามใบหน้าหรือบาดแผล
• อาจทดสอบสุนัขในบ้านที่คิดว่าจะเป็นโรค ว่าเป็นโรคหรือไม่โดยกักสุนัขเป็นเวลา 10 วัน และสังเกตว่ามีอาการ ซึม ม่านตาขยายตลอด หรือแสดงอาการดุร้ายหรือไม่
• ควรพาสุนัขไปรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าตามโปรแกรม (ปีละ 1ครั้ง)

** กรณีที่ถูกสุนัขกัด ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่หลายๆ ครั้ง พยายามล้างให้เข้าถึงรอยลึกของแผล ทําความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ 70% และควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยักทันที

โรคพยาธิ
พยาธิที่พบคือ พยาธิตัวกลม ซึ่งสามารถส่งผ่านทางรกของสัตว์ ฉะนั้น ถ้าแม่สุนัขมีพยาธิจะติดมายังลูก เมื่อลูกสุนัขถ่ายอุจจาระ ก็จะมีไข่พยาธิหรือตัวพยาธิออกมา และยังพบว่ามีพยาธิปากขอ ที่ร้ายกว่าพยาธิตัวกลม เนื่องจากเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้ว สามารถผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ พบมากในเด็กๆ อีกเช่นกัน

ช่องทางติดโรค เด็กอาจอุ้มหรืออาจจะสัมผัสอุจจาระของสุนัข แล้วหยิบอาหาร ทําให้สามารถติดได้จากทางปาก และในคนที่ไม่ชอบใส่รองเท้า เพราะตามพื้นอาจมีพยาธิปนเปื้อนอยู่

อาการ
มีอาการคันตามมือและเท้าโดยไม่ทราบสาเหตุ สิ่งที่ระวังคือ เด็กซึ่งมีภูมิต้านทานต่ำ จะมีอาการรุนแรง เพราะหากตัวอ่อนไปที่อวัยวะส่วนใดของร่างกาย เช่น ถ้าไปที่ปอด จะแสดงอาการระบบทางเดินหายใจ ถ้าไปที่ตับจะมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ภาวะดีซ่านหรือโรคตับ

การป้องกัน
• ก่อนกินอาหาร ควรให้ลูกล้างมือให้สะอาด
• หลังจากเล่นหรือจับต้องสัตว์เลี้ยงเรียบร้อยแล้ว ควรล้างมือทุกครั้ง
• สวมใส่รองเท้าทุกครั้ง เมื่อต้องเดินในพื้นที่ที่มีน้ำขัง


โรคฉี่หนู
ระบาดในช่วงหน้าฝน เชื้อชนิดนี้สามารถพบได้ในสุนัข สัตว์เลี้ยงในบ้าน แต่พบมากในหนู เชื้อจะอยู่ในน้ำได้นานและพร้อมที่จะติดต่อมาสู่คนที่ได้รับการสัมผัสทุกเมื่อ

ช่องทางติดโรค โรคนี้ติดต่อได้ในกรณีที่มีแผลแล้วลุยน้ำ เชื้อจะเข้ามาตามบาดแผล หรือไม่ก็สามารถปนเปื้อนมากับอาหาร ติดต่อจากสัตว์มาสู่คนง่ายมาก เพียงจากฉี่หนูที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ในน้ำ

อาการ กลุ่มแรก ตัวจะไม่เหลือง อาการไม่รุนแรง สิ่งที่พบแน่นอนคือเป็นไข้ ตาแดง ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อ หากอาการรุนแรง อาจพบว่ามีไข้สูง ตัวเหลืองเพราะอวัยวะสําคัญโดนทําลาย เช่น ตับ ไต

การป้องกัน
• ไม่ควรแช่หรืออยู่ในน้ำที่มีการปนเปื้อนจากสัตว์ ซึ่งเป็นตัวนําโรคได้อย่างพวกหนู และควรล้างมือทุกครั้ง ก่อนและหลังกินอาหารหรือเข้าห้องน้ำ
• หากมีแผลที่เท้าหรือที่ไหนที่สามารถสัมผัสกับน้ำได้ต้องระวัง ไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กน้อยหรือแผลข่วน ควรสวมใส่รองเท้าทุกครั้ง เพราะเชื้อนี้สามารถเข้าได้

โรคผิวหนัง
กลากที่ติดจากสัตว์ได้คือ กลากของแมวหรือในหนู สาเหตุเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นโรคที่รุนแรง รักษาได้แต่ถึงอย่างไรก็ต้องระวังไว้ก่อนช่องทางติดโรคเกิดจากการที่เด็กๆ สัมผัสสัตว์เลี้ยง หากไม่มีการดูแลสุขอนามัยที่ดี เช่น ไม่ล้างมือหลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงสกปรก ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้

อาการ ผิวหนังที่เป็นกลากจะมีลักษณะวงๆ และขอบหนาตัวขึ้น มีอาการคันร่วมด้วย

การป้องกันและดูแล
• ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงเลียใบหน้าหรือมือ
• หลังการให้อาหารสัตว์เลี้ยงเสร็จ ควรล้างมือทุกครั้ง
• ตัดเล็บลูกให้สั้นอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคตัวเห็บและหมัด หรือแมลงที่เกาะอาศัยและหากินกับสัตว์เลือดอุ่นอย่างสุนัข แมว หนู ก็เป็นต้นเหตุของอาการผื่นคันในเด็ก ดังนั้น การดูแลป้องกันที่ทําได้ คือการดูแลเรื่องสุขอนามัย ที่ดีทั้งคนและสัตว์เลี้ยง

โรคจากสัตว์เลื้อยคลาน
เดี๋ยวนี้สัตว์เลี้ยงประเภทเลื้อยคลานอย่างเต่า ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากดูแลได้ง่าย ขนาดเล็ก (น่ารัก) ซึ่งที่จริงเต่าก็เป็นพาหะนําเชื้อโรคมาสู่คนได้ เนื่องจากขนาดที่เล็ก เด็กๆ จึงสามารถจับหรือสัมผัส เช่น วางเต่าบนมือ ดังนั้น มือสัมผัสปนเปื้อนอุจจาระเต่า แล้วใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก ความเป็นไปได้ที่เด็กๆ จะรับเชื้อโรคจึงเกิดขึ้นได้

โดยเฉพาะ เมื่อลูกหยอกล้อ เล่นกับสัตว์เลี้ยง คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนถึงความปลอดภัย ระมัดระวังในเรื่องอารมณ์สัตว์เลี้ยง เช่น ไม่ควรให้ลูกแย่งอาหารจากปาก หรือเล่นรุนแรงกับสัตว์เลี้ยงเกินไป เพราะอาจทําให้สัตว์เลี้ยงหงุดหงิดหรือโกรธ กัดหรือข่วนเด็ก เกิดเป็นบาดแผล

กระชาย:รักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร

กระชาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กะแอน จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ระแอน ว่านพระอาทิตย์

ลักษณะ : เป็นไม้ล้มลุกไม่มีลำต้นบนดิน มีเหง้าใต้ดินซึ่งแตกรากออกไปเป็นกระจุกจำนวนมาก อวบน้ำ ตรงกลาลพองกว้างกว่าส่วนหัวและท้าย ใบ เดี่ยว เรียงสลับเป็นระนาบเดียวกัน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 4.5-10 เซนติเมตร ยาว 13-15 เซนติเมตร ตรงกลางด้านในของก้านใบมีร่องลึก ดอก ช่อ ออกแทรกอยู่ระหว่างกาบใบที่โคนต้น กลีบดอกสีขาวหรือชมพูอ่อน ใบประดับรูปใบหอกสีม่วงแดง ดอกย่อยบานครั้งละ 1 ดอก
ประโยชน์ทางสมุนไพร : ตำรายาไทยใช้เหง้าแก้โรคในปากเช่นปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด แก้ปวดมวนท้อง จากการทดลองในสารสกัดแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์ม พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังและในปากได้ดีพอควร

สสส. แนะ 28 เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

ข่าวดี กระเทียม ช่วยลดไขมันในหลอดเลือดได้

การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น

ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน


ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส

ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ

ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย

ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ

ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็ก ระบายพิษไข้

สมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่

สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด

สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ

สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว

สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย

สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่

สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ

สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมียและตัวผู้

สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า

1.ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุด ด่างดำ รักษาสิว

2.แตงกวา : สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น

3.มะเขือเทศ : สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ

4.ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว

5.กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย

6.หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย

สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง

มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู (ชะพลู) ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ
สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามินเอ ซี อี)

วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียงกระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ

วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ

วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ

เบตาแคโรทีนสูง ได้แก่ แคร์รอต ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ

สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง

พืชสมุนไพร บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท

เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก

สมุนไพรกับโรคความดันโลหิตสูง

ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะต้องได้รับการควบคุมดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน และในการนำสมุนไพรมาใช้ใน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจะต้องระมัดระวัง และจะต้องตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากแพทย์แผนปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะมีดังนี้

หญ้าหนวดแมว ในใบของหญ้าหนวดแมวจะมีเกลือโพแทสเซียมปริมาณ 0.7-0.8% ใช้ใบอ่อนเป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกลือโพแทสเซียมในใบอ่อนจะมีปริมาณสูง ตามตำรายาไทยใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอว ใช้ขับนิ่วและลดความดันโลหิตสูง

ข้อควรระวัง

1.เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ

2.ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้ม และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีเกลือโพแทสเซียมละลายออกมามาก มีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หายใจผิดปกติได้

3.ควรใช้ใบตากแห้ง ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น

4.ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยามีฤทธิ์ต่อหัวใจมากขึ้น

5.ก่อนการใช้ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย

หญ้าคา ในรากหญ้าคามีสารอะรันโดอินและไซลินดริน ทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา โดยต้นหญ้าคาสด 40-50 กรัม (น้ำหนักแห้ง 10-15 กรัม) หรือ 1 กำมือ ต้มดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)

หมายเหตุ การใช้สมุนไพรขับปัสสาวะทุกชนิดต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเกินขนาดอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้

สรรพคุณสมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด

1.น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย จากการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่าน้ำมัน เมล็ดดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดลดลงและลดการอุดตัน ไขมันในหลอดเลือดได้

2.กระเทียม มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลด ไขมันในหลอดเลือดได้ ซึ่งจะใช้กระเทียม ประมาณ 5-7 กลีบ รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ เป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดจะลดลง

3.ถั่วเหลือง ในถั่วเหลืองจะมีกรด อะมิโน เลซิติน และวิตามินอีสูง จะช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด

การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

1.การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ อาหาร สมุนไพร ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด

2.การออกกำลังกายสม่ำเสมอ

3.การพักผ่อนให้เพียงพอ

4.ตรวจร่างกายประจำทุกปี

สรุปรายชื่อสมุนไพรที่ควรใช้ในรูปอาหารกับโรคเบาหวาน ได้แก่

บอระเพ็ด มะระไทย ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ มะแว้ง เครือมะแว้ง ต้นตำลึง ฟ้าทะลายโจร สะตอ ว่านหางจระเข้ แมงลัก อินทนิลน้ำ หอมใหญ่ กระเทียม หญ้าหนวดแมว เตยหอม ฝรั่ง ช้าพลู ขี้เหล็ก สะเดา ผักบุ้ง สักกำแพงเจ็ดชั้น มวกแดง-ขาว ชะเอมไทย รากลำเจียก รากคนทา

หมายเหตุ - การรักษาโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการใช้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจจะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป เป็นอันตรายได้ จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรในรูปของการปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน


สมุนไพรกับโรคเอดส์

รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคเอดส์มีการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรหลายชนิด

โปรตีนจากระหุ่ง แม้ว่าจะมีพิษแต่ก็มีผู้พบว่าส่วนหนึ่งของโปรตีน Ricin ซึ่งเป็นพิษคือ dg A สามารถจับantibody ของ HIV ซึ่งทำให้ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส โดยมีผลต่อเซลล์ปกติเพียง 1/1,000 ของเซลล์ที่มีไวรัส

การค้นพบนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการพบยาที่ป้องกันหรือยืดเวลาในการเกิดโรคเอดส์

Hypericum spp.

พืชสกุลนี้บ้านเรามี บัวทอง (Hyperi cum garrettii Craib) มีผู้สกัดสาร Hypericin และ Pseudohypericinจากพืชนี้ พบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการขยายตัวของไวรัสเอดส์

Castanospermun australe

Tyms และคณะได้พบว่าแอลคาลอยด์ 3 ชนิด มีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยให้ไวรัสจับกับ T-cells ซึ่งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแอลคาลอยด์ที่ให้ผลดีที่สุดคือ Castanospermine จาก Castanospermum australe ไม้ยืนต้นของออสเตรเลีย และสารนี้มีพิษน้อย มีฤทธิ์ข้างเคียง เช่น น้ำหนักลด ท้องเสีย

ยังไม่มีสมุนไพรใดที่ใช้รักษาโรคเอดส์ได้จริงจัง ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งบางอย่างก็ทดลองโดยไม่ถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาสมุนไพร ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการจะค้นพบยารักษาโรคนี้


ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

การรักษา โรคความดันโลหิตสูง โดยไม่ใช้ยา

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา (Nonphamacologic Treatment)
การรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยยาไม่ใช่จะก่อให้เกิด ความปลอดภัยเสมอไป
ในภายหน้าการรักษาด้วยยา
อาจเป็นเพียงการเยียวยาและ ปกติต้องรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยาโดยเฉพาะ ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 ได้รับคำรับรองแล้ว ได้แก่
การลดน้ำหนัก
จำกัดโซเดียม
ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสม
การออกกำลังกายแบบ isotonic
และการรักษาความเครียด
คณะกรรมการค้นหา ประเมินผล และรักษาโรคความดันโลหิตสูง ได้เสนอแนะดังนี้
1. ลดน้ำหนักลง 15% ของน้ำหนักที่พึงปรารถนา (desirable weight)
2. จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 ออนซ์ต่อวัน (วิสกี้ 2 ออนซ์ ไวน์ 8 ออนซ์ หรือเบียร์ 24 ออนซ์ )
3. จำกัดโซเดียม 1.5 ถึง 2.5 กรัม/วัน (เกลือ 4 ถึง 6 กรัม)


.1 การลดน้ำหนัก (Weight Management) ประสิทธิภาพของการลดน้ำหนักได้ผลดีในกลุ่ม
mild และ severe hypertension น้ำหนักที่ลดลงเป็นผลมาจากการจำกัดพลังงาน
ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเมตาบอลิสม เช่น ลดการทำงานของ SNS
ที่มีบทบาทสำคัญในระบบความดันโลหิต

เป้าหมายในเรื่องนี้ก็คือบุคคลที่มีประวัติในครอบครัว ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง
ควรจะลดน้ำหนักลง 15%

จากรายงานของ McCaron และ Reusser ได้กล่าวว่าในคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระยะก้ำกึ่ง
ถ้าลดน้ำหนัก 4 - 5 กก. มีผลทำให้ระดับความดันโลหิตลดลงเป็นปกติภายใน 2 - 3 อาทิตย์แรก
ความดันโลหิตลดลง

ในกลุ่มที่ลดน้ำหนักไม่เกี่ยวข้องกับสารอาหารที่บริโภค แต่มีความเกี่ยวข้องกับพลังงานที่ใช้ในช่วงที่
พยายามลดน้ำหนัก ในคนที่มีน้ำหนักเกินนั้นการที่ระดับความดันโลหิตลดลง
ปรากฎร่วมกับน้ำหนักที่หายไปอาจเกิดจากการ ดูแลให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
(regular exercies regimen)

2 การจำกัดโซเดียม (Sodium Restriction) การจำกัดโซเดียมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ประมาณหนึ่งในสี่ถึงครึ่งหนึ่ง ที่เป็นพวก salt-sensitive จึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งในการดูแลรักษา
เป็นการยากที่จะทำนายว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะตอบสนอง ต่อการจำกัดโซเดียม ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่จำกัดโซเดียมแล้วความดันโลหิตไม่ได้ลดลง


Levey และคณะ ศึกษาระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยการให้โซเดียมต่ำ
ร่วมกับการให้แคลเซียมที่แตกต่างกัน การศึกษาเป็นแบบการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นชายผิวขาวที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงไม่สูบบุหรี่ มีอาชีพทำงานประเภทนั่งโต๊ะ ทำการทดลองเป็น 2 ช่วง (ช่วงละ 6 สัปดาห์) ช่วงแรกให้ high

calcium (1,400 มก/วัน) ช่วงหลังให้ low calicium (400 มก/วัน) ทั้ง 2 ช่วงได้รับโซเดียม 1,500
มก/วัน หลังจากนั้นมีการวัดความดันโลหิต ปัสสาวะ blood electrolyte, calcitrol, renin และระดับ
parathyroid hormone (PTH) ผลจากการทดลองพบว่าโซเดียมในซีรัมลดลง โซเดียมในปัสสาวะลดลง
ในช่วงได้รับ low calcium ระดับ PTH ลดลงในช่วงได้รับ high calcium และเพิ่มในช่วงได้รับ low
calcium ทั้ง 2 ช่วง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับ calcitriol ในช่วงได้รับ low calcium
ความดันซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงร้อยละ 8 และ 9 ตามลำดับ ในขณะที่ช่วง ได้รับ high calcium
ความดันซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงร้อยละ 2 และ 3 ตามลำดับ

ผลการศึกษาแสดงเห็นว่ามีความสัมพันธ์ทางลบระหว่าง การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของ Na :Ca กับการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต ผู้วิจัยเสนอแนะว่าทางด้าน dietary management
ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรให้ความสนใจในการเปลี่ยนแปลงการบริโภค เช่น ให้โซเดียม 1,000 มก/วัน
และเพิ่มแคลเซียม 400 มก/วัน มากกว่าที่จะสนใจเฉพาะระดับของโซเดียมและแคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว

การศึกษาโดยโซเดียมคงที่แต่มีการเปลี่ยนปริมาณแคลเซียม ทำให้ดูผลเหมือนแคลเซียมต่ำจะดีกว่าแคลเซียม
สูง ในการลดความดันโลหิต ผู้ศึกษาควรจะเปลี่ยนแปลงปริมาณทั้งโซเดียมและแคลเซียม เพื่อให้เกิดอัตรา
ส่วนที่คล้ายกับทั้งสองอัตราส่วน จากนั้นจึงดูว่าระดับความดันโลหิตเป็นอย่างไร


ที่มา การรักษาความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา - การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา

สาธารณสุขยะลาเตือนภัย 6 โรคมากับน้ำท่วม

สาธารณสุขยะลาเตือนภัย 6 โรคมากับน้ำท่วม: "นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลาเตือนประชาชนระวังภัย 6 โรคตามมาภายหลังน้ำท่วม ‘โรคฉี่หนู อหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ โรคตับอักเสบ ตาแดงและไข้เลือดออก’ สั่งการให้ทุกเครือข่ายบริการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่รักษาฟรี และให้ความรู้การป้องกันโรคแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง


นายแพทย์สวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดยะลา พบน้ำท่วมในพื้นที่ 6 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอยะหา รามัน กรงปินัง ธารโต บันนังสตา และอำเภอเมืองยะลา จึงได้สั่งการให้เครือข่ายบริการในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมเฝ้าระวังโรคติดต่อที่มากับน้ำท่วมและ ภายหลังน้ำลด โดยเน้น 6 โรคที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรซิส อหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ โรคตับอักเสบ ตาแดง และไข้เลือดออก และให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการผู้ประสบภัยฟรีพร้อมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดโรค และป้องกันการเสียชีวิตหลังเจ็บป่วย ซึ่งเครือข่ายสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งในจังหวัด ได้เตรียมความพร้อมด้านเวชภัณฑ์ ยา สำหรับดูแลผู้ประสบภัย อย่างครบถ้วนเพียงพอ


นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา ยังกล่าวเตือนและขอความร่วมมือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังอีกว่า ห้ามถ่ายอุจจาระหรือทิ้งขยะลงน้ำอย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้น้ำสกปรก เสี่ยงเกิดโรคระบาดได้ง่ายโดยเฉพาะโรคที่ติดต่อทางอาหารและน้ำ เช่น ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค โรคตับอักเสบ รวมทั้งโรคตาแดง หากส้วมใช้การไม่ได้ ขอให้ถ่ายอุจจาระลงถุงดำหรือถุงพลาสติก หรือที่เรียกว่าส้วมมือถือ และทิ้งขยะลงในถุงดำหรือถุงพลาสติก และมัดปากถุงให้มิดชิดป้องกันแมลงวันตอม ก่อนนำไปทำลาย อีกทั้งสิ่งที่ผู้ประสบภัยขาดแคลนในช่วงที่มีน้ำท่วมขัง ก็คือน้ำดื่ม น้ำใช้ จึงขอให้ดื่มน้ำบรรจุขวดที่มีตราอย.หรือดื่มน้ำต้มสุก กินอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ส่วนน้ำใช้นั้น สามารถนำน้ำท่วมมาปรับสภาพให้สะอาดและใช้ได้ โดยใช้สารส้มและคลอรีนเม็ด ใช้กับน้ำ 1 โอ่งมังกรใหญ่ โดยใช้สารส้มแกว่งน้ำให้ตกตะกอนก่อน และใส่คลอรีนเม็ด 1 เม็ด เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำ จะทำให้น้ำสะอาดเท่าน้ำประปา อีกทั้ง ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำลด โดยจะต้องสวมรองเท้าเพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลจากการเหยียบเศษวัสดุของมีคม ทำให้เป็นทางเข้าของเชื้อโรคได้ โดยเฉพาะโรคฉี่หนู

นายแพทย์สวัสดิ์กล่าวอีกว่านอกจากโรคระบาดดังกล่าวแล้ว เรื่องอุบัติเหตุ อุบัติภัย ก็ควรระมัดระวังเช่นกัน ได้แก่การป้องกันกระแสไฟฟ้าดูด จากปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกชื้น อันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมลงป่อง ที่อาจจะหนีน้ำมาหลบอยู่ในบริเวณบ้าน รวมทั้งการลื่นล้มและการพลัดตกน้ำจมน้ำ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชอบเล่นน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงต้องระมัดระวังคอยดูแลเป็นพิเศษ."

รักษาโรค ที่แพร่เชื้อโดยยุง

วิทยาศาสตร์ในข่าว – โรคที่แพร่เชื้อโดยยุง
นพรัตน์ พันธุ์แสง – แปล
จาก VOANews.com – Science in the News – Diseases Spread by Mosquitoes
http://www.voanews.com/specialenglish/Archive/a-2005-01-25-2-1.cfm
เขียนบทโดย แนนซี สไตน์บัค
เผยแพร่บทและกระจายเสียงในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2005


รายการประจำสัปดาห์นี้ของเรา คือ โรคที่แพร่เชื้อโดยยุง – แมลงที่คนเกลียดมากที่สุดในโลก
ยุงเป็นแมลงขนาดเล็กมาก มีมากกว่า 2,000 ชนิดแตกต่างกัน ยุงตัวเมียกัดคนเพื่อดื่มเลือด
ยุงตัวผู้ไม่ดื่มเลือด พวกมันดื่มน้ำจากต้นไม้ต่างๆ
ยุงตัวเมียใช้ท่อดูดเลือดลักษณะบางและยาวของมันแทงเข้าไปในผิวหนังเพื่อหาเลือด
ท่อเหมือนเข็มนั้นจะปล่อยสารเข้าไปในร่างกายของเหยื่อเพื่อให้เลือดไหลเข้าท่อได้
ยุงตัวเมียดื่มเลือดและใช้เลือดเพื่อผลิตไข่ของมัน การดูดเลือดครั้งหนึ่งจะได้เลือดเพียงพอที่จะผลิตไข่ได้มากถึง
250 ฟอง แล้วยุงก็จะวางไข่ในน้ำนิ่ง
ไข่จะกลายเป็นตัวอ่อนในเวลา 2 วันถึง 2-3 เดือน แต่บางทีไข่ก็สามารถอยู่ในน้ำได้เป็นปีๆจน
ถึงสภาพที่เหมาะสมในการพัฒนาต่อไป ตัวอ่อนเหล่านั้นเติบโตเป็นสิ่งมีชีวิตในน้ำ หลังจากนั้น 4-10 วัน
มันจะกลายเป็นลูกน้ำ ต่อมา ลูกน้ำก็ลอยสู่ผิวน้ำ แล้วพัฒนาเป็นตัวยุงบินได้ในที่สุด
องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ยุงทำให้เกิดโรคและทำให้ผู้คนถึงแก่ความตายทั่วโลกนับล้านคน ทั้ง
นี้เป็นเพราะยุงเป็นพาหะนำเชื้อโรคต่างๆได้ อย่างไรก็ดี เชื้อโรคกลับไม่เป็นอันตรายต่อตัวยุงเอง
เจ้าหน้าที่ขององค์การอนามัยโลกเปิดเผยถึงความห่วงใยต่อการแพร่ระบาดของโรค
ภายหลังเกิดเหตุธรณีวิบัติภัยครั้งร้ายแรงในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2004
แผ่นดินไหวทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนถึงหลักแสน คลื่นยักษ์ทำลายหมู่บ้านต่างๆและก่อให้เกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่ง
เจ้าหน้าที่เตือนว่าสภาพน้ำท่วมขังสามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมากมายซึ่งแพร่เชื้อโดยยุง
โรคร้ายแรงที่สุดที่ยุงเป็นพาหะ คือ มาลาเรีย (Malaria) <ควรออกเสียงภาษาอังกฤษว่า มาแลเรีย – ผู้แปล> ผู้คนมากกว่า 3 ล้านคนได้รับเชื้อโรคนี้ในแต่ละปี และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยหนึ่งล้าน
คนทุกปี โรคนี้พบในแอฟริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้
เชื้อมาลาเรียเข้าสู่เลือดของมนุษย์เมื่อถูกยุงกัด เชื้อจะเดินทางเข้าสู่ตับและเจริญเติบโตขยายผลที่นั่น
หลังจาก 1-2 สัปดาห์ เชื้อโรคก็จะเข้าสู่เม็ดเลือดแดง และแพร่ขยายเป็นพันๆเท่า ทำให้ร่างกายของมนุษย์มีไข้สูง
รวมทั้งทำลายอวัยวะสำคัญของร่างกาย ผู้ที่รับเชื้อมาลาเรียจะเกิดอาการไตวาย หรือการทำงานของเม็ดเลือดแดงล้มเหลว
ยาบางชนิดสามารถป้องกันและรักษาไข้มาลาเรียได้ ยาเหล่านี้ผลิตขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเติบโตในร่างกายคน
ยาที่ใช้ป้องกันมาลาเรียมากที่สุดคือ ตัวยาคลอโรควิน เมโฟลควิน และด็อกซิไซคลิน
คนเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย เพราะพวกเขาไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาช้าเกินไป เจ้าหน้าที่
สาธารณสุขใช้ความพยายามมากขึ้นเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้
ไข้เลือดออก (Dengue fever) เป็นอีกโรคหนึ่งที่ยุงเป็นพาหะ
ยุงสามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่แตกต่างกันได้ และยุงสามารถแพร่เชื้อโรคสู่บริเวณใหม่ๆได้
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีเพียง 9 ประเทศเท่านั้นที่พบเชื้อไข้เลือดออกก่อนปี 1970
แต่หลังจากนั้น เชื้อโรคนี้ได้แพร่ระบาดไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
องค์การอนามัยโลกแจ้งว่า มีผู้เป็นไข้เลือดออกประมาณ 50 ล้านคนในแต่ละปี
โรคนี้ยังไม่มีตัวยารักษาได้ เด็กๆอาจได้รับเชื้อและมีอาการไม่รุนแรงมาก อาจมีไข้สูง ผิวหนังเกิดเม็ดผื่นแดง
ผู้สูงอายุกว่าจะมีอาการรุนแรงมากกว่า อาจมีเม็ดผื่นที่ผิวหนังและสูญเสียความรู้สึกด้านรสชาติ
อาจมีอาการปวดศีรษะมาก หรือปวดตา ปวดข้อกระดูก ไหล่หรือเข่า อาการปวดที่ข้อกระดูกนี้เป็นเหตุให้โรคไข้เลือดออกถูกเรียกว่า
ไข้ปวดกระดูก (breakbone fever) ด้วย
เชื้อไข้เลือดออกที่ร้ายแรงที่สุดคือ สายพันธุ์ dengue hemorrhagic fever ผู้ได้รับเชื้อนี้จะมีเลือดออกจากจมูกและส่วนอื่นๆของร่างกาย
ผู้รับเชื้อจะตายถึง 5% การรักษาพยาบาลทำได้เพียงควบคุมการไหลของเลือด และชดเชยการสูญเสียน้ำของร่างกาย
ไข้เหลือง (Yellow fever) เป็นอีกโรคหนึ่งที่ยุงนำมา และยังไม่มียาที่ต่อต้านโรคนี้ได้ผล บรรดาแพทย์เพียงหวังว่า
ภูมิคุ้มกันของคนไข้จะแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรคได้ องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า มีผู้รับเชื้อโรคนี้ประมาณ 200,000 รายต่อปี
ส่วนใหญ่พบในแอฟริกา ตอนเหนือของอเมริกาใต้ และเกาะต่างๆในทะเลแคริบเบียน
เชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของไข้เหลือง ในระยะเวลา 2-3 วันหลังจากถูกยุงกัด ผู้รับเชื้อจะมีไข้สูง ปวด
ศีรษะและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาจมีอาเจียน ส่วนใหญ่คนไข้จะอาการดีขึ้นภายหลัง 3-4 วัน
อย่างไรก็ดี 15% ของผู้ได้รับเชื้อจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น จะมีไข้สูงอีก ร่างกายซีดเหลือง มีเลือด
ออกจากจมูก ปาก ตา หรือกระเพาะอาหาร ครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอาการเช่นนี้จะเสียชีวิตภายใน 10-14 วัน
มีวัคซีนป้องกันไข้เหลือง วัคซีนช่วยเพิ่มพลังให้ระบบป้องกันของร่างกายได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า
วัคซีนปลอดภัยและได้ผลดีมาก ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนสามารถใช้ได้ผลอย่างน้อย 10 ปี หรือตลอดชีวิต
ยุงเป็นพาหะนำโรคลิมแฟติก ฟิลาเรียซิส หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โรคเท้าช้าง (Elephantia-
sis) มีผู้เป็นโรคนี้มากกว่า 120 ล้านคน หนึ่งในสามของผู้ได้รับเชื้อโรคนี้อยู่ในประเทศอินเดีย อีกหนึ่งใน
สามอยู่ในทวีปแอฟริกา ที่เหลือพบในเขตเอเชียตอนใต้ เขตมหาสมุทรแปซิฟิก หรือซีกโลกตะวันตก
ยุงกัดและแพร่เชื้อโรคนี้ ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะได้รับเชื้อมาตั้งแต่วัยเด็ก เด็กๆจำนวนมากไม่รู้ลักษณะหรืออาการของโรค
เมื่อได้รับเชื้อสู่ร่างกายแล้ว มันจะค่อยๆทำลายระบบน้ำเหลืองและการทำงานของไต
อาการของโรคเท้าช้างที่เลวร้ายที่สุดปรากฏในวัยผู้ใหญ่ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อาการที่
พบคือการสูญเสียพลังแขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ มียาสองชนิดที่ใช้ได้ผลในการรักษาโรคนี้ ผู้เชี่ยวชาญ
บอกว่าการรักษาความสะอาดบริเวณที่ได้รับเชื้อ ช่วยลดความสูญเสียพลังและลดอาการของโรคได้
ยังมีเชื้อโรคอีกอย่างหนึ่งที่ยุงเป็นพาหะนำมา คือ โรคไข้สมองอักเสบ (Encephalitis) เชื้อโรคนี้เป็นเหตุให้สมองอักเสบหรือบวม
เชื้อไวรัสหลากหลายชนิดเป็นสาเหตุให้เกิดโรคสมองอักเสบลักษณะต่างๆกัน ไวรัสชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ในนกและม้า ส่วนยุงเป็นพาหะนำมาสู่คน
ยุงในประเทศต่างๆของทวีปเอเชียแพร่เชื้อโรคนี้ เรียกว่า Japanese encephalitis และมีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้แล้ว
เชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ ได้แก่ เวสต์ไนล์ เซนต์หลุยส์ และอิสเทิร์นอีควีน
ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่หากได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าวก็จะไม่มีอาการ หรืออาจเจ็บป่วยแค่ 1-2 วัน แต่ผู้ที่มีระบบป้องกันโรคที่
อ่อนแอโดยธรรมชาติ เมื่อได้รับเชื้อนี้จะมีอาการรุนแรง มีไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น และถึงตายได้
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้ศึกษาเรื่องของยุงมากมาย เช่น ยุงสามารถรับรู้กลิ่นคาร์บอนไดออกไซด์ที่คน
หรือสัตว์หายใจออกมาได้ไกลถึง 60 เมตร ยุงชอบเลือดสัตว์มากกว่าเลือดคน
ยุงชอบสีทึบหรือมืด ยุงไม่กัดสตรีที่กำลังมีรอบเดือน แต่ยุงกัดสตรีมีครรภ์ ยุงหลายชนิดกระฉับ
กระเฉงมากที่สุดในตอนเช้าตรู่และหัวค่ำ และยุงส่วนใหญ่กินอาหารตอนกลางคืน
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคที่ยุงเป็นพาหะ คือ ไม่ให้ยุงกัด
มีวิธีมากมายที่ป้องกันไม่ให้ยุงกัด อย่าให้มีแอ่งน้ำนิ่งอยู่ใกล้บ้านของท่าน
เก็บภาชนะทุกอย่างซึ่งอาจเป็นที่เพาะพันธุ์ยุง อยู่ในที่ที่ป้องกันยุงได้ยามที่ยุงออกหากิน สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย
วิธีอื่นๆเพื่อป้องกันยุงกัด ได้แก่ ทายากันยุงบนผิว ที่เสื้อผ้า และที่นอน กับติดตั้งตาข่าย
กันยุงที่หน้าต่างหรือกางมุ้งในตอนกลางคืน

รักษาโรค ด้วยการดื่มน้ำ จากคำบอกเล่า

ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าของผู้ที่ได้ผ่านการทดลองดื่มมาแล้ว
1. ผู้เขียนได้พบกับผู้ชราที่มีสุขภาพอย่างสมบูรณ์ ได้ทักทายกับท่าน
ถามท่านว่าเคยเจ็บไข้หรือเปล่า ท่านตอบว่าหลายสิบปีมาแล้วไม่เคยเจ็บไข้มาเลย
ท่านกล่าวว่าตอนที่อายุ 20ปี กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรังนอนอยู่กับที่นานถึง 10 ปี
ได้ผ่านการตรวจจากนายแพทย์ 5 ท่าน รักษาฉีดยา รับประทานยา ไม่ได้ผล ต่อมามีนายแพทย์ท่านหนึ่ง
ได้แนะนำว่าคุณควรทดลองดื่มน้ำสุกอย่างนี้ ตื่นแต่เช้าหน้าไม่ล้าง ปากไม่บ้วน ดื่มน้ำสุก 5 แก้วทุกๆ วัน
อย่าให้ขาดตอน และห้ามไม่ให้รับประทานอาหารก่อนเข้านอน นายแพทย์สั่งเสร็จก็กลับไปโดยไม่ให้ยาไปกิน
วันรุ่งขึ้นผมก็ทำตามนายแพทย์สั่ง ดื่มน้ำ 5 แก้วรวดเดียว ในหนึ่งชั่วโมงปัสสาวะ 3 ครั้ง
หลังจากนั้นก็รับประทานข้าวต้ม รู้สึกรสชาติของข้าวต้มอร่อยกว่าที่แล้วๆ มาวันที่สองดื่มน้ำ 5 แก้วอีก
ถ่ายอุจจาระออกมามีเลือดดำปนอยู่มากต่อจากนั้นสามเดือนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีก 10 ก.ก.
เวลานี้ผมอายุ 64 ปีแล้ว นับแต่ได้ปฏิบัติดื่มน้ำมายังไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยเลย แม้แต่หวัดก็ไม่เคยเป็น

2 เมื่อผมยังเป็นเด็กเคยเป็นเยื่อสมองอักเสบ นายแพทย์สั่งให้ดื่มน้ำ 5 แก้วทุกวัน
ไม่นานเยื่อสมองที่อักเสบก็หายไปเอง ภรรยาผมเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นโรคหัวใจและเป็นโรคอ้วนเกินไป
ร่างกายสูงไม่เกิน 5 ฟุต น้ำหนักตัว 120 ก.ก. พอดื่มน้ำได้ 15 วัน โรคหัวใจ  โรคประสาท
โรคเข็ดเมื่อยก็ค่อยๆ ดีขึ้น ดื่มน้ำได้สองเดือนน้ำหนักตัวลดลงไป 16 ก.ก.
เมื่อก่อนเราต้องใช้ยาประจำ นวดไฟฟ้า และรักษาด้วยวิธีเข็มแทงแบบหมอจีนก็ไม่หาย
แต่เวลานี้หายไปหมดแล้วจากการดื่มน้ำ

3. อาจารย์ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นเคยแถลงการณ์ร่วมสองครั้ง เกี่ยวกับฝอยคล้ายสักหลาดในลำไส้ผลิตโลหิตขึ้น
จนเดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีใครโต้แย้งเลย ไม่ว่าโลหิตจะมาจากไหน แต่ธาตุต่างๆ
จะต้องมาจากอาหารอย่างแน่นอน เมื่ออาหารลงไปถึงกระเพาะแล้วผ่านการย่อยลงไปสู่ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก
ธาตุส่วนมากกลายเป็นของเหลว เมื่อลำไส้ยาว 8 เมตร ดูดธาตุต่างๆ เสร็จ
ก็จะส่งไปสู่ลำไส้ออกของที่ทวารหนักซึ่งเป็นของที่ไม่มีประโยชน์สำหรับร่างกาย

4. กระเพาะเป็นแผลเน่า ดื่มน้ำ 1 สัปดาห์ก็เห็นผล โรคความดันโลหิตสูง ดื่มน้ำ 1 เดือนเริ่มเห็นผล
กระเพาะบิด 3 เดือนเริ่มเห็นผล ท้องผูก 3 วันก็เห็นผล ท้องเป็นบิดกับปัสสาวะกลางคืนบ่อยๆ
ดื่มน้ำ 1 สัปดาห์ก็เห็นผล เข็ดเมื่อยตามข้อ 3 เดือนเห็นผล ผู้สูงอายุเข็ดเมื่อยทั้งร่างกาย
ดื่มน้ำ 2 เดือน เห็นผล โดยเฉพาะผู้ที่โลหิตคั่งอยู่ในสมอง เกิดเป็นลมขึ้นเป็นมายังไม่เกิน 3 เดือน
ดื่มน้ำเพียงสัปดาห์เดียวก็หายเหมือนเดิม รับรองไม่พิการหรือเป็นอัมพาต
  
ผู้ที่ดื่มน้ำควรทราบ ดื่มน้ำสุกดีที่สุด หากดื่มน้ำประปา ควรจะใส่ขวดไว้แรมคืนให้ตกตะกอนเสียก่อน
เพื่อป้องกันท้องร่วง เวลารับประทานอาหารดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่หลังอาหารสองชั่วโมงไม่ควรดื่มอีก
ก่อนเข้านอนไม่ควรรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามรับประทานน้ำส้มคั้น และจำพวกแอปเปิ้ล
ผู้ที่มีโรคประจำตัวดื่มน้ำทีเดียว 5 แก้วไม่ใช่ของง่าย ดื่มน้ำเสร็จทางที่ดีใช้หรือออกกำลังสัก 20นาที
คนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงไม่สามารถลุกขึ้นได้ ดื่มน้ำเสร็จให้สูดอากาศเข้าปอดให้มากๆ
และนวดที่บริเวณที่สะเอวให้น้ำไหลลงสู่ลำไส้ให้สะอาด ดื่มน้ำวันแรกภายใน 1 ชั่วโมง จะปัสสาวะ 3 ครั้งติดๆ กัน
แต่ต่อไป 3 - 4 วัน การถ่ายท้องจะเป็นปกติภายใน 7 - 8 วัน การปัสสาวะเป็นเพียงครั้งเดียว
นับแค่นั้นไปจะรู้สึกร่างกายสบาย เวลารับประทานอาหารจะรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ
นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่ากระเพาะลำไส้ได้ถูกชำระสะอาดแล้ว ผู้ที่หมดหวังแล้วจะรอดตายด้วยวิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่างๆ นี้
จึงเขียนมาให้ทราบโดยทั่วกัน ขอให้ทุกท่านจงปราศจากการไข้และป่วยต่างๆ

รักษาโรค ด้วยวิธีดื่มน้ำ


วารสารทางการแพทย์ บอกว่าเมื่อตื่นนอนตอนเช้า ความเข้มของโลหิตยังสูงและมีผลต่อระบบ ความดันโลหิตในร่างกาย
แพทย์แนะนำว่าทันทีที่ตื่นนอนให้ดื่มน้ำทันทีหนึ่งแก้ว เพื่อลดความเข้มของโลหิต พวกเราลองดูละกัน อีกอย่างที่พบมาก็คือ
ท่านพุทธทาสก็ทำแบบนี้เหมือนกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ มีคนมากมายส่งเสริมวิธีดื่มน้ำ เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพสมบูรณ์ นี่เป็นแบบนิยมอันดีงามอย่างหนึ่ง
ชีวิตที่ดำรงอยู่ได้นอกจากอากาศที่บริสุทธิ์ก็คือน้ำ

น้ำหนักตัวของคนเรา 2 ใน 3 ส่วนเป็นน้ำจึงมีคนว่าคนประกอบด้วยน้ำ
อันที่จริงน้ำสามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายของคนได้ สามารถทำให้ไตทำงาน
เป็นปกติขับถ่ายสิ่งโสโครกให้ออกจากร่างกายได้

นายแพทย์แนะนำบ่อยๆ ว่าดื่มน้ำให้มากทุกๆ วัน วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่างๆ
ตามที่ได้ทดสอบมาแล้วได้ผลดี

  • ตื่นเช้าลุกขึ้น ไม่ล้างหน้า ไม่บ้วนปาก แล้วดื่มน้ำสุก 5 แก้ว (ขวดวิสกี้บรรจุได้ 3 แก้ว)
  • หรือน้ำหนักของน้ำ 1.26 ก.ก.เท่ากับ 5 แก้วรวดเดียว จะรู้สึกหายใจเหนื่อยอึดอัดไปหน่อย
  • หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อยๆ 

การปฏิบัติยากลำบากเช่นนี้ หากผู้ที่ไม่มีความเชื่อมั่นอาจจะเลิกเสียกลางคัน

ผู้ที่ใช้สมองทั้งวันทั้งคืนในธุรกิจการค้า หาเวลาว่างไปออกกำลังมิได้ทุกเช้าควรปฏิบัติดื่มน้ำ
รักษาโรคแทนการออกกำลังกาย

เชื่อมั่นได้ว่าจะต้องปราศจากโรค ชีวิตยั่งยืนอย่างไม่ต้องสงสัย
ในระยะนี้มีผู้ใจบุญพิมพ์คำอธิบายวิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่างๆ ส่งไปให้เพื่อนฝูง
เพื่อนที่ได้รับรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งการที่ช่วยซึ่งกันและกันแบบนี้ ควรจะเผยแพร่ให้มากขึ้น
ผู้เขียนยินดีให้ "วิธีดื่มน้ำรักษาโรคของจีนนี้เปิดเผยให้ผู้อ่านได้มีโอกาสค้นคว้าและทดลอง"

ได้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ความเป็นจริงได้ผลอย่างนี้แน่นอนเนื่องจากทำให้ลำไส้ให¬ญ่ผลิตโลหิตใหม่มากขึ้น
ซึ่งโลหิตใหม่นี้ผลิตขึ้นจากฝอยคล้ายสักหลาดที่อยู่ในลำไส้ให¬ญ่ซึ่งทำหน้าที่ดูดธาตุอาหารต่างๆ ผลิตให้เป็นเม็ดโลหิต
เนื่องจากลำไส้เคลื่อนไหวไม่เต็มที่ เป็นเหตุให้โลหิตจาง
มีอาการรู้สึกเพลียและเป็นโรค เป็นการรักษายาก

ลำไส้ของใหญ่¬่ยาว 8 เมตร ทำหน้าที่ดูดธาตุต่างๆ จากอาหาร
ถ้าลำไส้สะอาดอาหารที่ได้รับประทานเข้าไป
ผ่านการย่อยแล้วดูดไปผลิตให้เป็นโลหิตใหม่เป็นการเร่งให้เกิดพลังงานในร่างกายให้สมบูรณ์ขึ้น
โรคต่างๆ จะหายไปเองอายุก็ยั่งยืน มหาวิทยาลัยตามมณฑลต่างๆ ในประเทศจีนได้ผ่านการทดลอง
และประกาศเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกัน

รักษาโรค ด้วย สมุนไพรไทย

รักษาโรค ด้วย สมุนไพรไทย

รูปแบบการใช้สมุนไพรแบบดั้งเดิมในการรักษาโรค ถือเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่า
และเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมและถ่ายทอดจากบรรพชนไทย
การผสมผสานชิ้นส่วนพืชชนิดต่างๆ ที่ได้จากธรรมชาติ

โดยการดัดแปลงวิธีการเตรียม วิธีการใช้ การปรุง ให้มีความกลมกลืนทั้งรสชาติ สี กลิ่น
จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและนำไปใช้แตกต่างกันไป ตามความแปรปรวนของฤดูกาล สภาพภูมิประเทศ
รวมทั้งพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่ต่างกัน ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บที่แตกต่างกันด้วย

การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคได้ใช้สืบทอดกันไป จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งสืบทอดกันไปเรื่อย ๆ
จนกลายเป็นตำรับยาขนานต่างๆ กัน ตารางที่ 2.3 ได้แสดงภูมิปัญญาชาวบ้านบางส่วนที่ได้นำส่วนของสมุนไพรชนิดต่างๆ
ไปใช้ในการรักษาโรคตามที่ปรากฏจากแหล่งข้อมูลในตารางที่ 2.4
ดังนั้นการพัฒนาการใช้สมุนไพรในปัจจุบัน

จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องศึกษาแนวทางในการเพิ่มผลผลิตและการปลูกเป็นการค้า 
การศึกษาผลทางเภสัชกรรม
สารออกฤทธิ์หรือตัวยาในการรักษาโรคของสมุนไพรชนิดต่างๆ ควบคู่ไปกับการศึกษาข้อมูลการใช้สมุนไพรไทยจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
เพื่อเป็นแนวทางในการเผยแพร่ประโยชน์ของสมุนไพรในการรักษาโรคให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต
อันจะเป็นการลดการนำเข้ายาที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่าสูงมาก